
เรื่องราวของ 11 คน(ไม่)สำคัญที่สร้างปรากฏการณ์สำคัญระดับโลก คำนำ ในยุคที่อิทธิพลของสื่อมวลชนพุ่งสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และต้นทุนในการผลิตสื่อและสื่อสารต่อสาธารณชนลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบจนทำให้ทุกคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสามารถเป็น “สื่อปัจเจก” ได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก การตามหา “ความดังสิบห้านาที” ที่ แอนดี วาร์ฮอล ศิลปินป๊อบรุ่นบุกเบิกเคยกล่าวว่าจะมาเยือนคนทุกคนในอนาคต ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอโชคมาบันดาลอีกต่อไป หมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาเป็นข่าว แต่สื่อปัจเจกในยุคนี้ไม่ต้องเรียกสื่อมวลชนมาทำข่าว แถมยังไม่ต้องลงทุนกัดหมา แค่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำลองสถานการณ์ อัพโหลดวีดีโอบนยูทูบ เสียเวลาฟอร์เวิร์ดเมลอีกนิดหน่อย แค่นี้ก็ “ดัง” ได้แล้ว (แต่จะดังขนาดไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ยิ่ง “ความดัง” สร้างง่าย และไม่จำเป็นต้องเกี่ยวอะไรเลยกับ “ความจริง” เพียงใด ระดับ “ความดัง” ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่สอดคล้องกับ “ระดับความดี” ของการกระทำเพียงนั้น แต่กาลเวลาสอนเราว่า ระดับความดีสำคัญกว่าระดับความดัง เพราะระดับความดีเป็นเครื่องบ่งชี้คุณค่า เป็นครูที่สอนเราให้รู้ว่า สิ่งใดบ้างที่มีค่าควรแก่การจดจำ เพราะสิ่งที่สื่อไม่นำเสนอ ใช่ว่าจะไม่มีจริง สิ่งที่หนังสือประวัติศาสตร์ไม่บันทึก ใช่ว่าจะไม่ดีงาม จริงอยู่ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ในเมื่อทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ความจริงของคนดีจึงอาจถูกกดทับ บิดเบือน หรือลืมเลือนผ่านกาลเวลา เพราะอนาคตของความจริงและความดีที่แฝงอยู่ในนั้นย่อมขึ้นอยู่กับคนรุ่นหลัง ใครที่มีอิทธิพลสูงกว่า ครอบครองพื้นที่สื่อได้มากกว่า ย่อม “จัดการ” ความจริงและความดีได้มากกว่าผู้อื่น ถึงแม้ว่านิยามของ “ความดี” อาจมิใช่สิ่งแน่นอนตายตัว หากผันแปรลื่นไหลไปตามค่านิยมในแต่ละยุคสมัย ก็มีชุดคุณค่าจำนวนหนึ่งที่มนุษย์ทุกเชื้อชาติศาสนาเห็นพ้องต้องกันว่าเป็น “ความดีพื้นฐาน” ที่ควรค่าแก่การรักษาและส่งเสริม สืบเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย ในบรรดาความดีพื้นฐานทั้งมวล ความซื่อตรงต่อความจริง และจิตสาธารณะที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เป็นความดีพื้นฐานสองข้อที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนามนุษย์ โดยเฉพาะในมิติด้านจิตวิญญาณ ดังนั้น ประวัติของคนทุกคนที่ใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นและไม่เคยหันหลังให้กับความจริง จึงสมควรได้รับการบันทึก กล่าวขาน และยกย่องอย่างไม่เสื่อมคลายในสังคมมนุษย์ แต่โชคร้ายของมนุษย์ ธรรมชาติมิได้รังสรรค์สำนึกทางประวัติศาสตร์ให้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยอัตโนมัติจากคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นต่อๆ ไป ทารกแรกเกิดทุกคนมิได้ลืมตาดูโลกพร้อมกับความรู้แจ้งว่าผู้ให้กำเนิดเขาคือใคร ชาติพันธุ์ของพวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคอะไร มนุษย์เผ่าพันธุ์แรกในโลกต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดอย่างไร ในเมื่อประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ของสังคมหรือประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา ล้วนเป็น “ความทรงจำร่วม” ที่ถูกเขียนขึ้นโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลครอบงำสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ประวัติศาสตร์จึงต้องถูก “ชำระ” อย่างสม่ำเสมอโดยคนรุ่นหลัง เพื่อชะล้างอคติหรือกิเลสอื่นใดที่อาจกดทับบางแง่มุมของความจริง เพื่อพลิกฟื้นความจริงขึ้นสู่ความรับรู้ของคนหมู่มาก สังคมใดที่ผู้ครองอำนาจมี “ชนักติดหลัง” จนไม่กล้ายอมรับความจริงของอดีต แต่ทำทุกวิถีทางที่จะปกปิดหรือบิดเบือนความจริง ประวัติศาสตร์ในสังคมนั้นย่อมหล่นหายไม่สมบูรณ์ และผู้คนในสังคมนั้นก็ย่อมขาดสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน หากผู้ใดกระทำการใดที่ขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มผู้ครองอำนาจ แม้ว่าผู้นั้นจะทำคุณประโยชน์มากมายให้กับสังคม ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นย่อมถูกตัดตอนอย่างจงใจ ป้ายสีว่าพวกเขาเป็นคนเลวหรือลดทอนความสำคัญของพวกเขา เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่คนรุ่นหลังจะยึดเป็นเยี่ยงอย่าง แทนที่คนเหล่านั้นจะเป็น “คนสำคัญ” ที่ได้รับการสรรเสริญในวงกว้าง กลับกลายเป็น “คนไม่สำคัญ” ที่แทบไม่มีใครรู้จัก และเป็น “คน(ไม่)สำคัญ” สำหรับคนส่วนน้อยที่ยังไม่ลืมคุณงามความดีของพวกเขา ประเทศไทยมีตัวอย่างมากมายของคน(ไม่)สำคัญที่กลายเป็นคน(ไม่)สำคัญด้วยความจงใจของผู้มีอำนาจ ในจำนวนนี้ สามัญชนผู้ยิ่งใหญ่สามท่าน คือ ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และพุทธทาสภิกขุ น่าจะเป็นคน(ไม่)สำคัญผู้ทำคูณูปการสูงสุดต่อสังคมไทย ทั้งสามท่านล้วนเป็น “สามัญชนที่หล่นหายในการตัดต่อความทรงจำ” ในงานปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ที่จัดขึ้นทุกปีโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2549 หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไท ได้สรุปประเด็นสำคัญจากงานดังกล่าว(1) ดังต่อไปนี้ “....มีการอภิปรายหัวข้อ ‘ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ พุทธทาสภิกขุ บุคคลสำคัญของโลก’ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สุชาติ สวัสดิ์ศรี ชมัยภร แสงกระจ่าง สันติสุข โสภณศิริ พระดุษฎี เมธังกุโร ดำเนินรายการโดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ “ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นพูด นอกจากการยกย่องในความยิ่งใหญ่แห่งความเป็นสามัญชนและการอภิปรายถึงลักษณะร่วมกันของบุคคลซึ่งเกิดร่วมยุคสมัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การหล่นหายไปของแนวคิด และตัวตนของคนสามัญ 3 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรีดี พนมยงค์ และกุหลาบ สายประดิษฐ์ “ ‘การตัดต่อตัดตอนนั้นเป็นไปเพื่อลบคนที่ชื่อนายปรีดี พนมยงค์ หรือคณะราษฎรที่เกี่ยวข้องกับนายปรีดี พนมยงค์ หรือฝ่ายทหารเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีกบฏวังหลวง และกรณีกบฏสันติภาพ’ สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าว และร่ายเรียงประวัติศาสตร์แห่งการตัดต่อความทรงจำเป็นลำดับ คือลำดับแรก ปี 2476 หลังปรีดี พนมยงค์ เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็ได้คอมมิวนิสต์คนแรกชื่อปรีดี พนมยงค์ “ลำดับที่ 2 กรณีวันสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 ลำดับที่ 3 เมื่อจอมพลผิน ชุณหะวัน ทำการรัฐประหารเมื่อ 2490 ตัดต่ออีกครั้งหนึ่งในกรณีของกบฏวังหลวง ลำดับที่ 4 กรณีกบฏแมนฮัตตัน ในปี 2494 และ ลำ...