
การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันนั้นเป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดยิ่งของประวัติศาสตร์ในโลกยุคโบราณหลายคนที่ทราบถึงช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในครั้งนั้น ล้วนกล่าวว่าการล่มสลายนี้ทำให้ดินแดนยุโรปนั้นเข้าสู่กลียุคในช่วงยุคมืดที่อืมครึม ทั้งความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและความรุ่งเรืองของดินแดนแห่งนี้ แต่น้อยคนที่จะทราบว่าในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกันนี้มีจักรวรรดิหนึ่งที่สืบทอดอำนาจในการเป็นโรมันในยุคใหม่อยู่นั่นคือจักรวรรดิไบแซนไทน์ จักรวรรดิโรมันตะวันออกที่สืบทอดและรุ่งเรืองที่สุดในบรรดาอาณาจักรต่างๆ ในยุโรปยุคมืดครานั้นและจักรวรรดิแห่งนี้จะกลายเป็นที่จดจำในฐานะโรมแห่งใหม่ของโลกในยุคมืดและยุคกลางต่อๆ มา... ความเป็นจริงแล้ว นามว่า “ไบแซนไทน์” (Byzantine) นั้นเพิ่งจะมาเรียกกันเมื่อร้อยกว่าปีนี้เองล่ะครับ เพราะชาวยุโรปสมัยก่อนต่างก็เรียกชาวไปแซนไทน์ว่า “โรมัน” มาโดยตลอดนั่นแล้ว ในขณะที่ชาวไปแซนไทน์เองก็เรียกดินแดนของตนเองว่า “โรมาเนีย” (Rhomania / Romania) ที่แปลว่า “ดินแดนของชาวโรมัน” (ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเทศโรมาเนียเจ้าตำนานแดรกคิวล่าแต่อย่างใด) แต่บรรดานักวิชาการ ทั้งหลายก็เกรงว่า ถ้าเรียกชื่อ “โรมัน” อาจจะทำให้สับสนกับทั้งโรมันโบราณ และโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น เขาจึงเรียกจักรวรรดิโรมันตะวันออกนี้ว่า “จักรวรรดิไบแซนไทน์” ซะเลยครับ เพราะเหตุใด จากดินแดนฟากตะวันออกชาวกรีกแห่งนี้ยังคงดำรงอยู่ได้ ในขณะที่โรมันตะวันตกกำลังเสื่อมลงๆ เรื่อยๆ แต่โรมันตะวันออกแห่งนี้สามารถยืนหยัดฝ่าทนทรสุมนานาประการมาได้ นับแต่รัชสมัยอันรุ่งโรจน์ของจัสดิเนียนมหาราช (Justinian The Great) และบรรดาขุนพลขององค์ ที่สามารถกอบกู้ดินแดนภาคตะวันตกคืนมาได้ ซึ่งรวมไปถึงนครโรม ราชธานีเก่าของโรมันดั้งเดิมได้อีกด้วย นับแต่จากนั้น ในรัชสมัยของจักรพรรดิเฮราคลิอุส จักรพรรดินักรบผู้ยิ่งใหญ่และทรงเป็นผู้ปฏิรูปวัฒนธรรมของจักรวรรดิจากวัฒนธรรมโรมัน กลายมาเป็นวัฒนธรรมกรีก และเปลี่ยนภาษาราชการจากละตินมาเป็นกรีก รวมถึงการทำสงครามกับผู้รุกรานเช่นชาวอาหรับจากตะวันออก ผู้สถาปนาความเชื่อใหม่ที่จะกลายเป็นหนึ่งในศาสนาที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกปัจจุบันคือ “ศาสนาอิสลาม” หรือจะเป็นยุคของจักรพรรดิเบซิลที่ 2 (Basil II) กับพระฉายา “บุลการ็อกโตนอส” (Boulgaroktonos) หรือ “ผู้พิชิตชาวบุลการ์” จนกระทั่งถึงสมัยแห่งความขัดแย้งภายใน ซึ่งจะทำให้คริสตศาสนาจักรต้องแบ่งออกเป็นสองส่วน ซึ่งจะกลายมาเป็น โรมันคาทอลิก และ กรีกออร์โธด็อกซ์ หลังจากนั้น จักรวรรดิโรมันฯแห่งนี้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหน้าใหม่อย่างชาวเติร์ก ที่ได้กลายมาเป็นแห่งชนวนสงครามครูเสด และที่แย่ยิ่งกว่านั้นเมื่อจักรวรรดิแห่งนี้ถูกนักรบครูเสดโจมตีและยึดครองในสงครามครูเสดครั้งที่ 4 เสียเอง ซึ่งแม้นว่าชาวโรมันฯสามารถกู้ดินแดนคืนมาจากพวกครูเสดได้ แต่ชาวโรมันก็ไม่เคยหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกเลย และอะไรกัน ? ที่ทำให้ชาวไบแซนไทน์ยอมส่งต่อวิทยาการของตนให้กับชนชาติในดินแดนโรมันดั้งเดิม ซึ่งก็คือชาวอิตาเลียน จนเป็นต้นกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการกรีก-โรมันดั้งเดิม หรือยุคเรเนสซองส์ในภายหลัง สุดท้ายแล้ว จักรวรรดิโรมันฯ จะเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย และสงครามกลางเมืองของเหล่าจักรพรรดิที่จะแบ่งแยกจักรวรรดิแห่งนี้อีกครั้ง ก่อนที่จักรวรรดิแห่งนี้จะต้องเผชิญหน้าศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างการเรืองอำนาจของพวกออตโตมันเติร์ก (Ottoman Turks) อันนำไปสู่การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิลในรัชสมัยของจักรพรรดิโรมันองค์สุดท้าย “คอนสแตนตินที่ 11” (Constantine XI) ผู้ซึ้งยืนหยัดปกป้องนครคอนสแตนติโนเปิลจนวาระสุดท้าย บรรดาอาณษจักรบนโลกนี้ ล้วนมีจักรวรรดิเกิดขึ้นแล้วก็ดับลงมากมายแต่จะมีจักรวรรดิใดบ้าง ที่ได้เปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล และสามารถสร้างตำนานเล่าขานอย่างไม่รู้จบกับผู้คนรุ่นหลัง แม้จะล่มสลายลงแล้ว แต่ยังคงอยู่ในใจผู้คนโดยตลอดมา ฉะนั้น เรามาติดตามชมกันได้ใน “ไบแซนไทน์ รุ่งอรุณใหม่แห่งโรมัน” กันเลยครับ