
“เสียงซ่าดังมาจากเตาแก๊สในห้องครัว น้ำต้มเก๊กฮวยเดือดล้นขอบหม้อ อาดาปิดเตา ใช้กระชอนช้อนดอกเก๊กฮวยออกมา แล้วปิดฝา อาทิตย์คล้อย เงายาวของต้นไม้เบี่ยงออกจากคันโยกสูบน้ำ อาดาเก็บผ้าหอมแดดใส่ตะกร้าขึ้นมาบนห้อง ยืนมองแสงสุดท้ายค้างอยู่ที่ขอบหน้าต่าง เงาสิ่งของเครื่องใช้จางลงจากบ้าน ทุกหนทุกแห่งเงียบ กลับลงมาชั้นล่าง เห็นแมวขาวเหยียดตัวอ้าปากหาว เธอสวมรองเท้า หยิบถุงใส่ของ เดินออกจากบ้านคู่ไปกับมัน ไม่กี่ก้าวก็ปล่อยให้มันเดินนำ เงาแมวยืดหดตามช่วงห่างของไฟทางและบ้านคน กรวดทรายคลายไออุ่นหลังตะวันลา เธอมองกระดูกไหล่เล็กๆ โยกตามจังหวะก้าวเท้า บางครั้งมันหยุดรอ บางครั้งเดินล่วงหน้าไปอย่างมาดมั่น เธอเคยรู้จักความรู้สึกนี้ เวลาพลบค่ำกับใครบางคนท่ามกลางแสงสุดท้าย อยู่ด้วยกันในความต่างคนต่างอยู่ ยาวนานห่างไกลที่ไม่ใช่หลงลืมหรือจดจำ แต่คือสิ่งที่สูญหายระหว่างการดำรงอยู่ ตรงนั้นเคยมีเรือนเพาะชำและบ่อน้ำ มันกลายเป็นโรงรถของบ้านฝั่งตรงข้ามร้านก๋วยเตี๋ยว พ่อกับเธอมักรดน้ำด้วยกันหลังมื้อเย็น ก่อนพ่อจะแยกไปร้านหนังสือ...“ “Until Only Me - วางวาน” ที่บ้านไม้ริมเจ้าพระยา หญิงสาวคนหนึ่งเดินทางกลับมาหลังจากไปใช้ชีวิตที่อังกฤษ 25 ปี เธอทนอาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีแม้แต่นาฬิกาที่บอกเวลาได้ ด้วยความตั้งใจจะตัดขาดจากทุกคน มีเพียงแมวขาวที่คอยป้วนเปี้ยนปรากฏตัวพร้อมเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อ ร้านหนังสือเก่า ชายแก่ผมยาว ร้านขายดอกไม้ นำไปสู่การพบเจอกับ “มัชชาร์” นิยาย Slice of life ที่จะชวนผู้อ่านกลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่น้อยที่สุดของการใช้ชีวิต ชี้ชวนคุณดูสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตประจำวัน ด้วยลีลาการเขียนอันเรียบง่าย กับการเป็นนักสังเกตชีวิตในแบบของ “มาภา” มาปิดมือถือสักพัก แล้วฟังร่างกาย เสียงหัวใจ ใคร่ครวญชีวิตในแบบคนธรรมดาๆ