
มกุฏ อรฤดี เกิดที่อำเภอเทพา จ.สงขลา เรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนเทพา ต่อด้วย โรงเรียนแสงทอง อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่มีชื่อเสียงในจังหวัดสงขลา และศึกษา ต่อวิทยาลัยครูสงขลาจบประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.ชั้นสูง) เขาเริ่มเขียนตั้งแต่ เรียนชั้นมัธยมศึกษาช่วงอายุประมาณ 13-14 ปี โดยเขียนกลอนส่งสถานีวิทยุ ปวถ. 5 และหนังสือ รายเดือนของสถานีโทรทัศน์ เพราะชีวิตที่โรงเรียนประจำสร้างรสนิยมในการอ่านหนังสือและฟัง ดนตรีไว้มาก รวมทั้งมีโอกาสเปิดโลกทัศน์จากการสนทนากับบาทหลวงชาวอิตาเลียน สเปน ฝรั่งเศส เขาเคยแสดงละครเวที เป็นนักร้องประจำโบสถ์ และเล่นดนตรีวงโยธวาทิตของโรงเรียน ฯลฯ ช่วงเรียนที่วิทยาลัยครูสงขลา มีเรื่องสั้นส่งลงพิมพ์ในหนังสือต่างๆ 2-3 เรื่อง ได้รู้จักหนังสือ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” หนังสือของพรรคประชาธิปัตย์ และต่อมาได้เขียนบทความการเมืองให้ หนังสือ “กรุงเทพฯ วิจารณ์” ในคอลัมน์ “ไม่เป็นภาษา” เมื่อเข้ากรุงเทพฯ หลังเรียนจบ ได้ทำงานที่ วารสารของพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นได้เขียนเรื่องสั้น นวนิยาย และทำงานนิตยสารต่างๆ มา หลายฉบับ เช่น ลลนา หนุ่มสาว บีอาร์ โว้ค ฯลฯ รวมเวลานานกว่า 18 ปี เคยเป็นที่ปรึกษา บรรณาธิการนิตยสาร “ญี่ปุ่นภาพข่าวปัจจุบัน” เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ผีเสื้อและสำนักพิมพ์ หมายเลขห้าโดยรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการเรื่อยมาจนปัจจุบัน งานเขียนที่พิมพ์เผยแพร่เป็นเล่ม แรกคือรวมเรื่องสั้นชุด “จดหมายถึงเมา” เมื่อ พ.ศ. 2516 โดยใช้นาม “มกุฏ อรฤดี” และมีชื่อเสียง มากขึ้นจากรวมเรื่องสั้น “เพลงนกเหยี่ยว” และ “เปลวไฟ” เมื่อ พ.ศ. 2519 จากนั้นประสบความ สำเร็จสูงสุดจากนวนิยายเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” ในนามปากกา “นิพพานฯ” (รางวัลนวนิยายดี เด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2521) ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาจีน เมื่อ สร้างเป็นภาพยนตร์ไทยเมื่อ พ.ศ. 2528 ก็ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองบทประพันธ์ยอดเยี่ยมและรางวัล อื่นๆ รวม 7 รางวัล พ.ศ. 2529 เริ่มเขียนวรรณกรรมเยาวชนอย่างจริงจังในนามปากกา “วาวแพร” โด่งดังอย่างรวดเร็วตั้งแต่เรื่องแรกและได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง มกุฏ อรฤดี เห็นความสำคัญของ หนังสือและการพัฒนาการอ่านในประเทศโดยให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์มากมาย ถ่ายทอด ผ่านการรับเชิญเป็นวิทยากรรวมทั้งจัดพิมพ์เองเป็นหนังสือแจกเพื่อวิทยาทานด้วย